ผิดพรก.ฉุกเฉิน…ที่.บุรีรัมย์ ผีเห็นผี ต่างคนต่างมากักตัว 14 วันในรีสอร์ท เห็นหน้ากันชวนตั้งวงมั่วสุมโดนรวบ

ฝ่ายปกครองร่วมตำรวจ สภ.กระสัง รวบหนุ่ม-สาว 12 คน รวมตัวมั่วสุมดื่มสุราและเสพยากันในรีสอร์ท ฐานผิด พรก.ฉุกเฉิน เจ้าของรีสอร์ทร่วมก๊วน ตำรวจสอบรับสารภาพ พร้อมเผยทุกคนไม่รู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างกลับมาจากต่างจังหวัดและเข้าพักในรีสอร์ทเพื่อกันตัว 14 วันตามมาตรการฯ จึงนัดแนะกันมาร่วมวงกระทั่งมาโดนจับ

      วันที่ 14 เม.ย.63 ร.ต.อ.นิติพัฒน์ กิตติจรัลชัย รองสารวัตร(สอบสวน)นำตัวผู้ถูกกล่าวหาผิด พรก.ฉุกเฉิน จำนวน 12 คน เป็นชาย 10 หญิง 2 คน ในจำนวนทั้งหมดมีชายอายุ 24 เป็นลูกชายเจ้าของรีสอร์ทร่วมอยู่ด้วย มาสอบสวน หลังจากฝ่ายปกครอง อ.กระสัง พร้อมตำรวจ สภ.กระสัง เข้าจับกุมขณะกำลังมั่วสุมกันดื่มสุรา และเสพยา ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน ต.สองชั้น อ.กระสัง เมื่อเวลา 21.00 น.(13 เม.ย.)ที่ผ่านมา

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้หวังดี ว่ามีกลุ่มคนกว่า 10 คน กำลังรวมตัวกันดื่มสุราและเสพยาภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน
โดยหลังการจับกุมตำรวจได้ทำการตรวจวัดแอลกอล์ หาสารเสพติดในปัสสาวะกลุ่มคนทั้งหมด พบมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 100 จำนวน 3 คน ตรวจพบสารเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) 1 ราย คือนายธีรพงษ์ ผลเจริญ อายุ 24 ปี เป็นลูกชายเจ้าของรีสอร์ท ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้มั่วสุมกันดื่มสุราจริง


น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปีหนึ่งในผู้ต้องหา เล่าว่า ตนกลับมาจากกรุงเทพฯ โดยได้ลงทะเบียนผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด ไว้ที่ อสม.ในหมู่บ้านของตัวเองแล้ว แต่ไม่อยากให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนที่จะต้องโดนกักตัวไปด้วย จึงขอมากักตัวเองด้วยการเปิดห้องพักรีสอร์ทแห่งนี้เพียงคนเดียว ซึ่งได้พักมาเป็นวันที่ 4 แล้ว
วันเกิดเหตุซึ่งเป็นวันสงกรานต์ ตนเองรู้สึกเหงา เพราะไม่ได้เล่นสงกรานต์เหมือนทุกปี จึงออกมานั่งเล่นระเบียงหน้าห้อง บังเอิญเห็นคนรู้จักกันข้างห้อง จึงนั่งคุยกัน จากนั้นได้มีผู้ที่พักห้องอื่น ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เห็นตนนั่งคุยกัน เลยทักทายในตอนกลางวัน


พอช่วงเย็นก็เหงาอีก แต่ละห้องจึงโผล่หน้าออกมามองกัน โดยมีลูกชายเจ้าของรีสอร์ทมาทักทายด้วย ก่อนจะนัดแนะกันมาพูดคุยกัน บางคนมีเบียร์หรือเหล้าที่ติดมา เอามารวมกันแล้วนั่งดื่มกันเพื่อคลายเหงา ไม่ได้หวังจะสร้างความก่อกวนคนอื่นแต่อย่างใด

  เมื่อตำรวจสอบถามว่า”การรวมตัวกันดังกล่าวของคนที่กลับมาจากกลุ่มเสี่ยง ไม่คิดจะกลัวการติดโรคโควิด 19 หรือไม่ ได้รับคำตอบว่าถ้ามีคนติด ก็คงติดด้วยกันทั้งหมด”

ตำรวจตั้งข้อกล่าวหา”ผิดพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน( พรก.)2558 (ฉบับที่ 1)ข้อ 5 และคำสั่งสำนักนายยกรัฐมนตรีที่ 4/2563 คือห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ที่ห้ามข้อหา ร่วมกันชุมนุมมั่วสุมกันในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค ณ ที่ใดๆทั่วราชอาณาจักรฯ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
//////////////////////////

สำนักข่าว RATCHATA NEWS 085-157-7465
ธีรยุทธ์ ชำนาญกอง

 962 total views,  2 views today

Facebook Comments: (1) ห้ามใช้คำพูด หรือเขียนข้อความหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นดูแคลน (2) ห้ามพูดหรือเขียนข้อความอันจาบจ้วงสถาบันหลักสำคัญของชาติ ห้ามละเมิดกฎหมาย ป.อาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด (3) ห้ามพูดจาละเมิดหรือเขียนข้อความอันสร้างความเกลียดชังในเรื่อง ชาติ ศาสนา เชื้อชาติ การแสดงความเคารพต่างๆ ของส่วนบุคคล และของประเทศต่างๆ ห้ามเอาความเชื่อส่วนบุคคลมาวิพากย์วิจารณ์อย่างดูหมิ่นดูแคลนเหยีดหยาม (4) ห้ามพูดจาหรือเขียนข้อความ ที่ดูหมิ่น-ละเมิดศาล หรือวิจารณ์วิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโดยเด็ดขาด (5) ห้ามเขียนหรือกระทำการแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ (6) ต้องปฏิบัติและเคารพกฏหมายและระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคารพกฏหมายอย่างเข้มงวด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น