“ธรรมนัส” นำกลุ่ม 3 ช. ดอดพบ “บิ๊กป้อม” สยบข่าวทิ้งเลขาฯ

วันที่ 7 กันยายน 2564 ที่ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นการประชุมครม.เต็มคณะครั้งแรก หลังเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้การประชุมของครม. เปลี่ยนมาใช้เป็นระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ประมาณ 5 เดือน และเป็นการประชุม ครม.ครั้งแรก หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครม.ครั้งนี้ ถูกจับตา หลังเกิดเหตุบาดหมางในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยวันเดียวกันนี้ ไม่มีรัฐมนตรีคนใดมารอพบ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนที่เคยเป็นมา แต่ที่ตึกบัญชาการ ปรากฎว่า รัฐมนตรีกลุ่ม 3 ช. นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการ พปชร. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน และเหรัญญิกพรรค และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ได้ขึ้นไปพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค

ขณะที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังและผอ.พรรค ซึ่งปกติวันประชุมครม. นายสันติ จะเข้าพบพล.อ.ประวิตร ที่ห้องทำงานตึกบัญชาการก่อนทุกครั้ง แต่หลังมีกระแสข่าวแยกตัวออกจากกลุ่ม 4 ช. นายสันติ ได้มาตึกสันติไมตรีทันที เมื่อถามว่าการเข้าพบนายกฯ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. มีประเด็นการเมืองหรือมีประเด็นอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสันติ เพียงแต่ยิ้ม ไม่ได้ตอบคำถาม

อย่างไรก็ตามเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้ามายังห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าไปพูดคุย คาดว่าเป็นการหารือวาระที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ครม. พิจารณาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3 ประเภท ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล กทม. และเมืองพัทยา

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร เดินทางมาถึงตึกสันติไมตรีในเวลา 08.45 น. โดยมีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร ได้เข้าไปพูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ ที่ห้องสีเหลืองก่อนประชุม ครม.ตามปกติ

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส นางนฤมลและนายอธิรัฐ เดินเข้าห้องประชุมครม.ทันที โดยร.อ.ธรรมนัสและนางนฤมล เดินพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี หลังจากพล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ยืนยัน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ลาออกจากเลขาธิการพรรค รวมถึงอนาคตของร.อ.ธรรมนัสในรัฐบาล ว่านายกฯ บอกแล้วว่ายังไม่มีการปรับครม.

#การเมือง #RATCHATANEWS

 482 total views,  2 views today

Facebook Comments: (1) ห้ามใช้คำพูด หรือเขียนข้อความหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นดูแคลน (2) ห้ามพูดหรือเขียนข้อความอันจาบจ้วงสถาบันหลักสำคัญของชาติ ห้ามละเมิดกฎหมาย ป.อาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด (3) ห้ามพูดจาละเมิดหรือเขียนข้อความอันสร้างความเกลียดชังในเรื่อง ชาติ ศาสนา เชื้อชาติ การแสดงความเคารพต่างๆ ของส่วนบุคคล และของประเทศต่างๆ ห้ามเอาความเชื่อส่วนบุคคลมาวิพากย์วิจารณ์อย่างดูหมิ่นดูแคลนเหยีดหยาม (4) ห้ามพูดจาหรือเขียนข้อความ ที่ดูหมิ่น-ละเมิดศาล หรือวิจารณ์วิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโดยเด็ดขาด (5) ห้ามเขียนหรือกระทำการแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ (6) ต้องปฏิบัติและเคารพกฏหมายและระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคารพกฏหมายอย่างเข้มงวด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น