ตำรวจไทย กับ “หมายไม่จับ” (คนรวยส่วยถึง)

พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผบก.จเรตำรวจ เขียนลงคอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปว่า ได้มีโอกาสฟังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายตอบกระทู้สดของนายธีรัชชัย พันธุมาศ สส.พรรคก้าวไกล แทนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผบ.ตร. โดยตรงแต่เพียงผู้เดียว?

ซึ่งเป็นกระทู้ถามเกี่ยวกับปัญหาการสอบสวนคดีบอสและการดำเนินคดีอาญากับ “แก๊งซ่องโจรพลตำรวจเอก” เปลี่ยนความเร็ว!” รวมทั้ง “ไอ้โม่งผู้บงการ” และ “นายพลตำรวจผู้สั่งย้ายนายตำรวจที่พยายามตามจับบอสให้พ้นจากหน้าที่ไป” ซึ่งนายธีรัชชัยได้เคยอภิปรายตั้งข้อสังเกตรวมทั้งตั้งกระทู้ถามไว้

ซ่องโจรใหญ่แก๊งนี้” กลุ่มที่มีหลักฐานการกระทำผิดอาญาชัดเจนประกอบด้วยพลตำรวจเอก 2 คน พลตำรวจตรี 1 คน อัยการ ช. และทนายความ โดยร่วมกันใช้สถานที่ราชการคือห้องทำงานสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นที่ก่ออาชญากรรมในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 “พูดจาเกลี้ยกล่อมและหว่านล้อมกดดัน” พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ แตงจั่น (ยศขณะนั้น) นักวิทยาศาสตร์ผู้ตรวจพิสูจน์และออกรายงานเรื่องความเร็วของรถบอสขณะชน ให้คำนวณใหม่! และแก้ไขความเร็วรถเฟอรารี่ที่ชนรถจักรยานยนต์ของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ จนถึงแก่ความตายเพราะขับตัดหน้า? ให้ถูกต้องตามหลักวิชาที่อ้างว่าทันสมัย!

จากที่ได้รายงานไว้ 177 กม.ต่อชั่วโมง ทำให้กลายเป็น 79 กม.ต่อชั่วโมงแทน! หรือจะบอกแค่ “ไม่แน่ใจในรายงานนั้น” ก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานส่งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบตามที่ได้สั่งให้สอบเพิ่มเติมสั่งไม่ฟ้องตามหนังสือแนบคำร้องของกรรมาธิการการยุติธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากข้อเท็จจริงกลายเป็นว่า บอสไม่ได้ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดคือ 80 กม.ต่อชั่วโมง ในเขตเมืองตามที่ถูกกล่าวหาว่าประมาทแต่อย่างใดและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากถูกการดำเนินคดี

แต่ฟังรองนายกรัฐมนตรีอยู่เป็นเวลานานแล้ว ก็ไม่ได้ความกระจ่างอะไร! มีแต่การพูดวกไปวนมาเรื่องความพยายามตามหาที่อยู่และจับตัวบอสตามหมายศาลซึ่งตำรวจและอัยการกำลังดำเนินการผ่านกระทรวงต่างประเทศอย่างขมีขมัน

ส่วนแก๊งซ่องโจรที่ร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย คำตอบทุกเรื่องสรุปได้ว่า อยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างจริงจังทั้งสิ้น ก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนจะถูก ปปช. ออกหมายเรียกมาแจ้งข้อหาดำเนินคดีอาญาและ “จับตัว” ส่งให้อัยการฟ้องศาลทุจริตได้เมื่อใด?

ปัจจุบัน “กฎหมาย ปปช.ประเทศไทย” ได้กลายเป็นปัญหาในการดำเนินคดีอาญาต่อข้าราชการที่กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการหน้าที่โดยมิชอบอย่างยิ่ง! เนื่องจากแต่ละคดีมีขั้นตอนการดำเนินการที่ต่างไปจากประชาชนมากมาย เริ่มจากกำหนดให้แสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อความแน่ใจก่อนได้นานนับปี และกว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนการชี้มูลเพราะไต่สวนจนสิ้นสงสัย! ก็อีกหลายปีไปจนกระทั่งมีการดำเนินการส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลและสืบพยานจนถึงเวลาอ่านคำพิพากษา ก็ใช้เวลานานนับสิบหรือกว่าสิบปี! สรุปว่า การสอบสวนคดีของ ปปช.รวมทั้ง ปปท. แค่ขั้นตอนการแจ้งข้อหา ก็ใช้เวลานานกว่ากรณีที่ประชาชนถูกตำรวจกล่าวหานับสิบนับร้อยเท่า!

วกเข้าสู่เรื่องหลักที่จะพูดคุยในวันนี้คือ กรณี เสี่ยโจ้ ผู้ถือบัญชีส่วยตำรวจสารพัดหน่วยตามภาพด้านล่างและยังมีอีกมากกว่านี้ไว้ในมือ ตำรวจกองปราบจับกุมเสี่ยโจ้ได้ตามหมายศาลจังหวัดสงขลาที่ 60/2564 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ในข้อหาฟอกเงินจากการค้าน้ำมันเถื่อน เมื่อคืนวันที่ 4 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา มีการจัดแถลงข่าวผลการจับกุมในวันรุ่งขึ้นอย่างเอิกเกริก ถูกควบคุมตัวในคืนนั้นไปส่งให้อัยการจังหวัดสงขลาดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล แต่เหตุการณ์กลายเป็นว่า อัยการได้สั่งไม่ฟ้องคดีนี้แล้ว ทำให้ต้องปล่อยตัวไปตามกฎหมาย เพราะได้ตรวจสอบข้อมูลของตำรวจทุกหน่วยทุกระบบรวมทั้ง Crime ที่ทันสมัยทั้งหมายใน (หมายที่สถานีขอต่อศาล) และหมายนอก (หมายที่หน่วยอื่นส่งมาหรือศาลออกเอง) แล้วไม่พบว่ามีหมายจับคดีใดที่จะทำให้สามารถจับและควบคุมตัวเสี่ยโจ้ไว้ได้อีกต่อไป

ทั้งที่ในความเป็นจริง ยังมีหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานีคดีปลอมตราประทับไม้ที่พิพากษาให้จำคุก 1 ปี 9 เดือนอยู่ แต่ไม่มีใครทราบว่า เหตุใดหมายจับฉบับนี้จึงไม่ปรากฎเป็นข้อมูลอยู่ในสารบบตำรวจหน่วยใดทั้งสิ้น? ทำให้ผู้คนสงสัยว่า เมื่อศาลออกหมายจับแล้วได้ส่งให้ตำรวจจัดการตามหน้าที่หรือไม่? ซึ่งต่อมาศาลก็ได้รีบออกเอกสารชี้แจงว่าได้ส่งหมายนี้ให้ ผบก.ตำรวจจังหวัดปัตตานีไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2557

ปัญหาก็คือ เมื่อ ผบก. จังหวัดได้รับหมายแล้ว ได้สั่งการและตรวจสอบให้ใครและตำรวจหน่วยใดจัดการตามหมายจับฉบับนี้และบันทึกเข้าสารบบหมายจับของหน่วยงานหรือไม่และสั่งอย่างไร? ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้ รอง ผบก. ผกก.สืบสวน และ ผกก.หัวหน้าสถานีทุกแห่งในจังหวัด เร่งสืบจับตัวบุคคลตามหมายรายงานผลการปฏิบัติให้ทราบทุกระยะ รวมทั้งทำหนังสือส่งให้ ผบช.ตำรวจภาคทราบเพื่อสั่งการให้ ผบก.สืบสวนและทุกจังหวัดในสังกัดสืบจับอีกทางหนึ่ง และถ้ายังจับไม่ได้ก็ต้องทำหนังสือส่งให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรดำเนินการ “ออกประกาศสืบจับ” ส่งให้ตำรวจทุกหน่วยและทุกสถานีทั่วประเทศทราบและช่วยกันสืบจับตัวมาให้ได้ภายในอายุความต่อไป

#NewsandTalk #Ratchatanews.com #ChiangMaiTalkNewspaper

#กฎหมาย #คดีเสี่ยโจ้

 275 total views,  2 views today

Facebook Comments: (1) ห้ามใช้คำพูด หรือเขียนข้อความหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นดูแคลน (2) ห้ามพูดหรือเขียนข้อความอันจาบจ้วงสถาบันหลักสำคัญของชาติ ห้ามละเมิดกฎหมาย ป.อาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด (3) ห้ามพูดจาละเมิดหรือเขียนข้อความอันสร้างความเกลียดชังในเรื่อง ชาติ ศาสนา เชื้อชาติ การแสดงความเคารพต่างๆ ของส่วนบุคคล และของประเทศต่างๆ ห้ามเอาความเชื่อส่วนบุคคลมาวิพากย์วิจารณ์อย่างดูหมิ่นดูแคลนเหยีดหยาม (4) ห้ามพูดจาหรือเขียนข้อความ ที่ดูหมิ่น-ละเมิดศาล หรือวิจารณ์วิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโดยเด็ดขาด (5) ห้ามเขียนหรือกระทำการแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ (6) ต้องปฏิบัติและเคารพกฏหมายและระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคารพกฏหมายอย่างเข้มงวด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น