กรมอุทยานฯจับมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทลายแก๊งค้าไม้มีค่าข้ามชาติ

ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวกลุ่มบุคคลสวมหมวกปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือ ประมาณ 30 คน โดยอาศัยรถบรรทุกหกล้อติดเครน จำนวน 1 คัน รถบรรทุกสิบล้อ จำนวน 1 คัน บุกเข้าไปในพื้นที่สวนพฤกษศาสตร์ดงมะอี่ อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด บังคับควบคุมตัวหัวหน้าและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดรวม 6 คน โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่และทำการปล้นไม้พะยูงของกลาง จำนวน 7 ท่อน ปริมาตรประมาณ 7 ลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา นั้น

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงได้ประสานขอรับการสนับสนุนจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมทั้งได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามคดีดังกล่าว และมีคำสั่งให้นายวิสัน กุดแถลง หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ดงมะอี่ มาปฏิบัติราชการที่สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ต่อมา หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า ได้สืบสวนข้อมูลเชิงลึกพบว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มีบุคคลในพื้นที่มีประวัติอาชญากรรมเป็นผู้ต้องหาคดีลักลอบตัดไม้พะยูงและยาเสพติด พยายามติดต่อกับเจ้าหน้าที่หลายครั้งเพื่อขอซื้อไม้พะยูงโดยเสนอราคาซื้อไม้ของกลางเป็นจำนวนเงิน 1,500,000 บาท และได้ตรวจสอบข้อมูลพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทางลับอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการติดตามตัวคนร้ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบตามเส้นทางต่าง ๆ เพื่อหาเบาะแสของกลุ่มคนร้ายและเส้นทางการขนย้ายไม้ของกลางออกจากพื้นที่เกิดเหตุ พบยานพาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุ ประกอบด้วย รถหกล้อเครน (รถเฮี๊ยบ) รถยนต์บรรทุกสิบล้อ รถยนต์กระบะ และรถยนต์เอนกประสงค์ ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดได้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ของกลุ่มคนร้ายได้อย่างชัดเจนและพบข้อมูลว่ามีการนำไม้พะยูงไปซุกซ่อนอยู่ในโรงงานแปรรูปไม้ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร อุดรธานี หนองคาย และยโสธร

เจ้าหน้าที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ได้สืบสวนติดตามเบาะแสเพื่อหาตัวคนร้ายและไม้พะยูงของกลาง ต่อมาได้ขอหมายจับจากศาลจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 16 หมาย เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการปล้นไม้พะยูงของกลางดังกล่าว โดยในห้วงระหว่างวันที่ 11 – 24 พฤษภาคม 2566 สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้แล้ว จำนวน 12 ราย และยังอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 4 ราย ต่อมา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายจับของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้าจับคุมตัวนายวิสัน กุดแถลง หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ดงมะอี่ ซึ่งมีหลักฐานมัดตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าไม้พะยูง ส่งสถานีตำรวจภูธรหนองสูงใต้ จังหวัดมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับคดีที่สำคัญอีกหนึ่งคดี คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา กรณีนายสุวรรณ เหมือนทอง เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามขบวนการลักลอบนำรถยนต์ข้ามชายแดนไทย-ลาว ในท้องที่บ้านหนองชาด หมู่ 4 ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จากการสืบสวนพบว่านายกต สีทามั่น อายุ 51 ปี ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ร่วมกระทำผิด โดยนายกตฯ ได้แจ้งการสำรวจถือครองที่ดินในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไว้ ดังนั้น เมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น กรมอุทยานแห่งชาติฯจะได้ดำเนินการเพิกถอนการครอบครองพื้นที่สำรวจถือครองดังกล่าว ต่อไป

นายอรรถพล เจริญชันษา รักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สืบสวนสอบสวนจนสามารถจับกุม ขบวนการค้าไม้มีค่าข้ามชาติ เป็นการทลายแก๊งค้าไม้มีค่าผิดกฎหมายรายใหญ่ ซึ่งจะได้ขยายความร่วมมือเพื่อดำเนินการจับกุมปราบปรามขบวนการกระทำผิดกฎหมายอีกหลายคดี ตลอดจนคดีสำคัญที่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะจนเสียชีวิต ซึ่งผู้กระทำผิดมีทั้งชาวไทยและชาวลาว จำนวน 8 คน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการหยุดยั้งไม่ให้กลุ่มคนต่างประเทศเข้ามาตัดไม้มีค่าในประเทศไทย จึงขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติงาน จนสามารถจับกุมขบวนการค้าไม้มีค่าข้ามชาติ ซึ่งจะได้ขยายผลไปยังคดีอื่นๆ ต่อไปในอนาคต”

Loading

Facebook Comments: (1) ห้ามใช้คำพูด หรือเขียนข้อความหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นดูแคลน (2) ห้ามพูดหรือเขียนข้อความอันจาบจ้วงสถาบันหลักสำคัญของชาติ ห้ามละเมิดกฎหมาย ป.อาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด (3) ห้ามพูดจาละเมิดหรือเขียนข้อความอันสร้างความเกลียดชังในเรื่อง ชาติ ศาสนา เชื้อชาติ การแสดงความเคารพต่างๆ ของส่วนบุคคล และของประเทศต่างๆ ห้ามเอาความเชื่อส่วนบุคคลมาวิพากย์วิจารณ์อย่างดูหมิ่นดูแคลนเหยีดหยาม (4) ห้ามพูดจาหรือเขียนข้อความ ที่ดูหมิ่น-ละเมิดศาล หรือวิจารณ์วิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโดยเด็ดขาด (5) ห้ามเขียนหรือกระทำการแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ (6) ต้องปฏิบัติและเคารพกฏหมายและระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคารพกฏหมายอย่างเข้มงวด

Leave a Reply

Your email address will not be published.