แผลใหญ่..ฟ้าผ่า-แตกหัก บิ๊กโกจง ! 7 บิ๊กสมาคมท่องเที่ยวแยกทางสทท. ตั้งสมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย

ติดตาม..วันที่ 28 มิถุนายน 66 พร้อมแถลงข่าว..ยอมหักและไม่ยอมงอ..??

แตกหัก! 7 บิ๊กสมาคมท่องเที่ยวแยกทางสทท. ตั้งสมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย
ล่าสุด 7 สมาคมท่องเที่ยวรายใหญ่จากส่วนกลาง ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือสทท.แล้ว ประกาศรวมตัวตั้งสมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย หรือ FETTA

แหล่งข่าวระดับสูงจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าขณะนี้ 7 สมาคมท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย จากส่วนกลาง ได้แก่ สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) สมาคมโรงแรมไทย (THA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA)

สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย (PGAT) และสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ประกาศความร่วมมือกันตั้ง “สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย” หรือ FETTA เพื่อเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการสะท้อนปัญหา และผลักดันการขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

ทั้งนี้“สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย” หรือ FETTA จะเป็นการรวมตัวของสมาคมต่างๆเบื้องต้น 7 สมาคมดังกล่าว โดยทุกคนจะเป็นทีมทำงาน ไม่ได้มีนายกหรือกรรมการ ไม่ได้จดทะเบียนในนามสมาคม แต่ทุกคนจะร่วมกันทำงาน เพื่อสะท้อนปัญหาที่แท้จริง แก่ภาครัฐ เพื่อ ผลักดันการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ โดยจะมีการแถลงข่าวในวันที่ 28 มิถุนายน 2566 นี้

โดยทั้ง 7 สมาคมล้วนเป็นสมาคมใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ได้แก่

สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) มีสมาชิกราว 1,800-1,900 คน
สมาคมโรงแรมไทย (THA) สมาชิก 993 โรงแรม รวมจำนวนห้องพักกว่า 160,000 ห้อง คิดเป็น 30% ของโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องทั่วประเทศ
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) 704 ราย
สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) 925 ราย
สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาชิก 175 ราย รถ 9700 คัน
สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย (PGAT) สมาชิกตลอดชีพ 1640 คน รายปี 250 คน
สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาชิกสามัญและวิสามัญ 210 ราย
แหล่งข่าว ยังกล่าวต่อว่า การที่ทั้ง 7 สมาคม เลือกที่จะลาออกจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สาเหตุมาจากการทำงานที่เข้ากันไม่ได้ ทั้งในเรื่องแนวคิด และการทำงานที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีตัวเชื่อมในการทำงานที่ประสานงานกันได้ดีระหว่างผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายเล็กกับสมาคมท่องเที่ยวรายใหญ่จากส่วนกลาง

นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ หรือ บิ๊กโกจง ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อีกด้วยที่สมาคมโรงแรมไทย ซึ่งเป็นสมาคมใหญ่ด้านการท่องเที่ยวของไทย กลับไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่วนบางสมาคมที่เคยเป็นคณะกรรมการสทท.ก็มองว่ามีปัญหาติดขัดเรื่องของโครงสร้างในการทำงาน จึงเลือกที่จะไม่ไปต่อ

รวมถึงการแต่งตั้งตัวแทนของสทท.ไปนั่งเป็นบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ซึ่งสมาคมใหญ่เหล่านี้ก็ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ว่าเป็นตัวแทนภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวที่สมศักดิ์ศรีในการเข้าไปทำงานร่วมกับภาครัฐ ที่จะเข้าไปช่วยผลักดันการแก้ปัญหาที่แท้จริงของภาคการท่องเที่ยวไทยได้

อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในการทำงานที่เกิดขึ้น เริ่มมาคุตั้งแต่เมื่อครั้งการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนาย ชำนาญ ศรีสวัสดิ์ หรือ โกจง ได้นั่งประธานสทท.ต่ออีกสมัย ประจำปี 2566-2568 หลังได้รับคะแนนเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้นมีการแบ่งแยกทางความคิดชัดเจน

เนื่องจากสมาคมใหญ่จากส่วนกลาง รวมถึงอดีตประธานสทท.หลายท่าน แสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุน นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม (คุณโก้) ประธานที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ภูเก็ต หนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดัน “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” และการผลักดันภูเก็ตเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ Specialised Expo 2028 และมองว่าหากได้นายภูมิกิตติ์ มาเป็นประธานสทท.คนใหม่ จะส่งดีต่อการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ

แต่ท้ายสุดเมื่อมีการโหวต นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ หรือ โกจง ได้รับเสียงสูงสุด ซึ่งรูปแบบการโหวตจะมาจาก 2 ส่วน คือ แบ่งตามประเภทเขตพื้นที่ และประเภทสาขาวิชา​ชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสียงมาจากผู้ประกอบการระดับภูมิภาค ที่เป็นฐานเสียงของโกจงอยู่เดิม เป็นส่วนใหญ่ และหลังจากโกจงได้รับเลือก เมื่อท้ายสุดเมื่อต้องทำงานร่วมกันก็ไปต่อกันไม่ได้ 7 สมาคมจึงได้ตัดสินใจลาออกจากสทท.

(ขอบคุณพิเศษแหล่งข่าว : ฐานเศรษฐกิจ)

สำนักข่าว RATCHATA NEWS

Loading

Facebook Comments: (1) ห้ามใช้คำพูด หรือเขียนข้อความหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นดูแคลน (2) ห้ามพูดหรือเขียนข้อความอันจาบจ้วงสถาบันหลักสำคัญของชาติ ห้ามละเมิดกฎหมาย ป.อาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด (3) ห้ามพูดจาละเมิดหรือเขียนข้อความอันสร้างความเกลียดชังในเรื่อง ชาติ ศาสนา เชื้อชาติ การแสดงความเคารพต่างๆ ของส่วนบุคคล และของประเทศต่างๆ ห้ามเอาความเชื่อส่วนบุคคลมาวิพากย์วิจารณ์อย่างดูหมิ่นดูแคลนเหยีดหยาม (4) ห้ามพูดจาหรือเขียนข้อความ ที่ดูหมิ่น-ละเมิดศาล หรือวิจารณ์วิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโดยเด็ดขาด (5) ห้ามเขียนหรือกระทำการแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ (6) ต้องปฏิบัติและเคารพกฏหมายและระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคารพกฏหมายอย่างเข้มงวด

Leave a Reply

Your email address will not be published.