รมว.ทส. มอบกรมทะเลชายฝั่ง จัดประชุมเครือข่ายภาคีระดับประเทศ 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล เสริมสร้างความรู้ – แลกเปลี่ยนประสบการณ์ – พัฒนาศักยภาพเครือข่ายฯ

วันที่ 13 กันยายน 2566 นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเครือข่ายภาคีระดับประเทศ พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกรมฯ โดยมีดร.แสงจันทร์ วายทุกข์ ผู้อำนวยการกองจัดการชุมชนชายฝั่งและเครือข่าย กล่าวรายงาน

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)

พร้อมด้วยนายเกรียง มหาศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 (สมุทรสาคร) ตลอดจนคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรม ทช. ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ คณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัด เครือข่ายชุมชนชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ในพื้นที่ 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล เข้าร่วมประชุม จำนวนประมาณ 600 คน ณ โรงแรมฟาวน์เท่นทรี รีสอร์ท อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.)

นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) เปิดเผยในขณะเป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายภาคีระดับประเทศ ว่า จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขยะทะเล การทำประมงผิดกฎหมาย การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน และพื้นที่คุ้มครองทางทะเล อันส่งผลกระทบและสร้างความเสื่อมโทรมแก่ทรัพยากรเป็นอย่างมาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งมีพันธกิจในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเลหายาก และเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานตามข้อสั่งการของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ที่มุ่งเน้นเรื่องของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับพี่น้องเครือข่ายอาสาสมัครทุกภาคส่วน อีกทั้งส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของทุกเครือข่ายอย่างเต็มที่

โดยท่านได้กำชับให้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คอยกำกับ ดูแล หน่วยงานในสังกัด ทส. อย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ผ่านการมีส่วนร่วมจากเครือข่ายชุมชนและท้องถิ่น ทั้งนี้ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้กองจัดการชุมชนชายฝั่งและเครือข่าย ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 – 10 จัดประชุมภาคีเครือข่ายชุมชนชายฝั่ง อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 10 ครั้ง ในห้วงของเดือนมกราคม – มิถุนายน 2566 เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และวางกรอบแนวคิดการทำงาน

ซึ่งภายหลังจากการประชุมแล้วเสร็จ เบื้องต้นได้มีการสรุปประเด็นข้อเสนอแนะออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการกัดเซาะชายฝั่ง และด้านการกำหนดมาตรการต่างๆ ซึ่งปัญหาและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมดังกล่าวกรมฯ จะได้นำมาเป็นแนวทางการกำหนดแผนงานในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งต่อไป รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเข้าใจถึงปัญหาในระดับพื้นที่ ร่วมกันพิจารณาและกำหนดกรอบแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อต่อยอดในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ


นายอภิชัย รรท.อทช. กล่าวถึงความสำเร็จในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องเครือข่ายฯ ทั้ง 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล ว่า ปัจจุบันกรมฯ มีจำนวนชุมชนชายฝั่งที่ขึ้นทะเบียนแล้ว รวมทั้งสิ้น 663 ชุมชน มีจำนวนสมาชิก 17,242 คน และมีจำนวนอาสาสมัครพิทักษ์ 29,125 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุคลากรสำคัญ ที่คอยช่วยเป็นหูเป็นตาและสอดส่องดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล พร้อมขับเคลื่อนการอนุรักษ์เชิงรุก โดยมุ่งเป้าไปที่ความยั่งยืนของทรัพยากรหน้าบ้านของชุมชน ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน

อาทิ การวางซั้งปลา การปลูกปะการัง การปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าชายเลน และการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กับเยาวชน จากความมุ่งมั่นในความสำเร็จ กรมฯ เดินหน้าสานต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผ่านเวทีการประชุมเครือข่ายภาคีระดับประเทศ

Loading

Facebook Comments: (1) ห้ามใช้คำพูด หรือเขียนข้อความหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นดูแคลน (2) ห้ามพูดหรือเขียนข้อความอันจาบจ้วงสถาบันหลักสำคัญของชาติ ห้ามละเมิดกฎหมาย ป.อาญามาตรา 112 โดยเด็ดขาด (3) ห้ามพูดจาละเมิดหรือเขียนข้อความอันสร้างความเกลียดชังในเรื่อง ชาติ ศาสนา เชื้อชาติ การแสดงความเคารพต่างๆ ของส่วนบุคคล และของประเทศต่างๆ ห้ามเอาความเชื่อส่วนบุคคลมาวิพากย์วิจารณ์อย่างดูหมิ่นดูแคลนเหยีดหยาม (4) ห้ามพูดจาหรือเขียนข้อความ ที่ดูหมิ่น-ละเมิดศาล หรือวิจารณ์วิเคราะห์คำพิพากษาของศาลโดยเด็ดขาด (5) ห้ามเขียนหรือกระทำการแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เข้าข่ายผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ (6) ต้องปฏิบัติและเคารพกฏหมายและระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคารพกฏหมายอย่างเข้มงวด

Leave a Reply

Your email address will not be published.